Headlines News :
Home » , » ข้าวก่ำ

ข้าวก่ำ

Written By บ่าวปืนลม on วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553 | 05:57

ข้าวก่ำ หรือ ข้าวเหนียวดำ เป็นข้าวพื้นบ้านของทางล้านนา และทางภาคอีสานของไทย ลักษณะเด่นคือ มีสีม่วงดำทั้งลำต้นและเมล็ด ส่วนใหญ่มักนำมาบริโภคเป็นขนม หรือของหวาน โดยมีความเชื่อว่ามีคุณสมบัติทางยา จากภูมิปัญญาของชาวล้านนาใช้ประโยชน์จากข้าวก่ำในหลายๆ ด้าน เช่น การทำนาข้าวสมัยก่อนจะปลูกข้าวก่ำไว้ที่หัวไร่ (ตรงช่องปลายน้ำเข้านา) เพราะเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรค และแมลง ที่จะมารบกวนต้นข้าวในนาได้ ส่วนคุณสมบัติทางยาได้ใช้เพื่อป้องกันการตกเลือดในสตรีหลังคลอด นำมาใช้รักษาอาการท้องร่วง โรคผิวหนังได้อีกด้วย ในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้มีการสกัดสารสำคัญในน้ำมันรำข้าวคือ แกมมาโอไรซานอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ และนำมาผลิตเป็นอาหารเสริมสุขภาพ เครื่องสำอางในการรักษาสุขภาพ ชะลอความแก่ แล้วนำกลับมาจำหน่ายในราคาที่สูงให้กับคนไทย


ปัจจุบันนี้ “หน่วยวิจัยข้าวก่ำ”(Purple Rice Research Unit-PRRU) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ บริษัท กิตติวัฒน์ ฟีด สเปเชียลลิสต์ จำกัด ได้ทำการวิจัยร่วมกัน พบว่าข้าวก่ำสายพันธุ์ที่สร้างขึ้นนี้ ประกอบด้วย แกมมาโอไรซานอลสูงกว่าข้าวขาวถึง 2 – 3 เท่า นอกจากนี้ยังพบว่าสารสีที่พบในข้าวก่ำ คือ โปรแอนโธไซยานิดิน และสารแอนโธไซยานิน ในข้าวพันธุ์นี้มีสูงกว่า 8 – 16 เท่า (รศ.ดร.ดำเนิน กาละดี PRRU, 2549) เมื่อเทียบกับข้าวก่ำสายพันธุ์ปกติ นอกจากนี้ยังพบว่ามี วิตามิน อี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับที่สูง ซึ่งสารกลุ่มนี้มีสูงกว่าในข้าวทั่วไป งานวิจัยยังพบอีกว่าเมื่อแกมมาโอไรซานอลได้ทำงานร่วมกับแอนโธไซยานินจะมี คุณสมบัติที่โดดเด่น ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารชะลอความแก่ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดระดับโคเลสเตอรอล ป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคอ้วน ความดัน โรคหัวใจ และความจำเสื่อม จึงเหมาะแก่ผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมทั้งผู้ที่มักได้รับการปนเปื้อนจากอาหารทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค มะเร็ง และคนที่งานที่ต้องเผชิญกับปัญหาความเครียด ที่เหมาะที่จะบริโภคข้าวก่ำเพื่อเป็นอาหารเสริมสุขภาพ



ยารักษาโรค ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนาเกี่ยวกับข้าวก่ำทางด้านการใช้เป็นยารักษาโรคเท่า ที่สืบได้เป็นภูมิปัญญาที่น่าเชื่อถือ และควรแก่การพิสูจน์หรือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ต่อไป คือ

1.โรคตกเลือดในสตรี ในสมัยก่อนหากสตรีใดคลอดลูกและมีการตกเลือดมาก การรักษาก็คือ การนำเอาต้นข้าวก่ำมาต้ม เคี่ยวน้ำให้งวดลงเล็กน้อยแล้วให้รับประทาน ดังนั้นในสมัยนั้นหากบ้านไหนมีสตรีตั้งครรภ์แล้ว ในฤดูปลูกข้าวปีนั้น ผืนนาของครอบครัวจะต้องปลูกข้าวก่ำไว้แน่นอน การเก็บเกี่ยวเพื่อการนี้จะเก็บเกี่ยวทั้งต้นแล้วมัดตากให้แห้งแขวนไว้ตามยุ้งฉางข้าว
2.โรคท้องร่วง การรักษาคือการนำเอาเมล็ดข้าวก่ำ (ข้าวกล้อง) มา "หลาม" (แช่น้ำในกระบอกไม้ไผ่แล้วอิงไฟจนสุก) รับประทาน นอกจากนี้ยังมีคำบอกเล่าว่าคนปักษ์ใต้ใช้ ข้าวก่ำ รักษาโรคผิวหนังโดยเฉพาะ *โรคหิด*โดยใช้ข้าวก่ำปนกับดินสิว (น่าจะเป็นดินประสิว) เล็กน้อย (อัตราส่วนไม่ทราบชัด) นำไปหุงนึ่งจนสุกแล้วปั้นเป็นก้อนๆ เพื่อรับประทาน


นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกล่าวไว้ในบทพระราชนิพนธ์ "ย่ำแดนมังกร" เมื่อปี 2528 ครั้งเสด็จฯเยี่ยมเมืองซีอานว่า

"ข้าพเจ้าลืมกล่าวถึงอาหารอีกอย่างหนึ่ง เป็นข้าวต้มทำจากข้าวเจ้าสีดำ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านเดียวในมณฑล ดูเหมือนจะต้องใช้น้ำในลำธารนั้นรดจึงขึ้น ทางจีนกำลังวิจัยข้าวพันธุ์นี้อยู่ เขาว่ากันว่าข้าวพันธุ์นี้มีค่ามากรักษาโรคมะเร็ง รับประทานได้ทั้งเป็นของหวานและของคาว.."






อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชพาณิชย์ในปัจจุบันส่งผลกระทบ จนเกิดความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอย่างรุนแรง ส่งผลให้ระบบการจัดการทรัพยากรที่เคยวางอยู่บนสำนึกของความเป็นกลุ่มและพวก พ้องเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ การเกษตรแผนใหม่จึงมองข้ามนัยสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ คุณค่า ตลอดจนเหตุผลและความจำเป็นในการปกป้องทรัพยากรพันธุกรรมพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุกรรมพืชพื้นบ้านในโลกที่สาม
การปลูกข้าวเชิงเดี่ยว จึงทำลายความหลากหลายของสายพันธุกรรมข้าวพื้นบ้านในวัฒนธรรม ข้าวไทย พันธุกรรม ข้าวก่ำ ก็กำลังจะหายไปจากผืนนา*และหากไม่กระตุ้นให้ตระหนักถึงคุณค่าในเร็ววันแล้ว นวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับข้าวก่ำก็คงสูญหายไปในที่สุด กลายเป็นเพียงตำนานพื้นบ้านล้านนาอีกบทหนึ่งที่ไม่สามารถนำมาพิสูจน์ใน กระบวนการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อีกเลย




คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เริ่มรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ได้ทำงานวิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์เกษตร ตลอดมา และประสบผลสำเร็จ มีผลงานวิจัยเผยแพร่เป็นองค์ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์เกษตรเป็นที่น่าสนใจ จนกระทั่งได้รับอนุมัติจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้จัดตั้งเป็น "หน่วยวิจัยข้าวก่ำ" หรือชื่อภาษาอังกฤษ "Purple Rice Research Unit" ชื่อย่อ "PRRU" อยู่ภายใต้การดูแลของ สถาบันวิจัยวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีนักวิจัยประจำหน่วยคือ *ดร.ดำเนิน กาละดี*, *อาจารย์พันทิพา พงษ์เพียจันทร์*, *อาจารย์เพทาย พงษ์เพียจันทร์*, และ *ดร. ศันสนีย์ จำจด*

ปัจจุบันสามารถรวบรวมพันธุกรรมข้าวก่ำพื้นเมืองได้ 42 พันธุกรรม จากแหล่งปลูกข้าวทั่วไทย ทั้งในสภาพของข้าวนาดำและข้าวไร่ มีพันธุ์ปรับปรุงที่ได้รับการรับรองพันธุ์ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 โดย กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2548 จำนวน 2 พันธุ์ คือ *พันธุ์ก่ำดอยสะเก็ด* (Kum Doisaket) และ *ก่ำอมก๋อย* (Kum Omkoi)
สำหรับผลงานวิจัยซึ่งมีทั้งด้านพันธุศาสตร์ ด้านพืชไร่ และด้านโภชนศาสตรเกษตร ได้นำเสนอเป็นผลงานวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลงานที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ คือ เรื่องของสารอาหารในเมล็ด ซึ่งเป็นสารสีม่วงของเปลือกหุ้มเมล็ด *แอนโทไซยานิน* (Anthocyanin) และ *แกมมาโอไรซานอล* (Gamma Oryzanol)
*แอนโทไซยานิน* มีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (antioxidant) ช่วยการหมุนเวียนของกระแสโลหิต ชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย โดยเฉพาะ Anthocyanin ชนิดพบในข้าวสีม่วงกลุ่มอินดิก้า (indica type) (ซึ่งก็รวมข้าวก่ำไทย) คือ cyanindin 3-glucoside ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ปอด ส่วนสาร *แกมมาโอไรซ่านอล* (Gamma Oryzanol) นอกจากจะมีคุณสมบัติเป็นการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน เช่นเดียวกันแล้ว ยังสามารถลด Cholesterol, Triglyceride และเพิ่มระดับของ high density lipoprotien (HDL) ในเลือด และยังมีผลต่อการทำงานของต่อมใต้สมอง ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด ลดน้ำตาลในเลือด และเพิ่มระดับของฮอร์โมนอินซูลิน ของคนเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ต้านการหืนของไขมันในรำข้าว และของนมผงไขมันเต็ม
ผลงานที่หน่วยวิจัยข้าวก่ำได้วิเคราะห์สารทั้งสองชนิดในพันธุกรรมพื้นเมือง ที่รวบรวมไว้ พบความแตกต่างของระดับความเข้มข้นของสารแอนโทไซยานิน (cyanidin 3-glucoside) ระหว่างต่างพันธุกรรม ในระดับ 1.18 -16.83 มิลลิกรัม ต่อ ข้าวกล้อง 100 กรัม ในขณะเดียวกันพบความแตกต่างเช่นนี้กับ แกมม่าโอไรซานอล ในระดับ 39.83 -72.95 มิลลิกรัม ต่อ ข้าวกล้อง 100 กรัม และเมื่อเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนศาสตร์ในข้าวกล้องของข้าวเหนียวดำกับของ ข้าวขาวพบว่า แม้ปริมาณของอาหารหลักจะไม่ต่างกัน แต่ปริมาณของแกมมาโอไรซ่านอล ในข้าวกล้องของข้าวก่ำ มีมากกว่า นอกจากนี้ข้าวก่ำยังสามารถสร้างแอนโทไซยานินได้อีกด้วย ผลงานวิจัยเกี่ยวกับสารแกมมาโอไรซ่านอล นี้ได้นำเสนอในการประชุม Conference on International Agricultural Research for Development Deutscher Tropentag 2006 ที่ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี โดยนำเสนอในชื่อผลงานว่า Gamma Oryzanol Content in Purple Rice Thailand Local Genotypes และได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัล *Poster Award for an Exceptional Contribution* และในปี 2004 จากผลงานของนักศึกษาปริญญาโท *นายธวัชชัย แถวถาทำ* ทำให้ทางกลุ่มวิจัยข้าวก่ำ ได้รับรางวัล จากการนำเสนอในหัวข้อเรื่อง "Effect of Gamma Oryzanol in Purple Glutinous Rice Bran on Immune Response in Male Mice (Mus Musculus)" ในการประชุม "First Agriculture Biotechnology", Regent Hotel, Bangkok, 18-19 March, 2004 โดยเป็นการค้นพบคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งของสารแกมมาโอไรซานอล คือสามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในหนูเพิ่มขึ้น ซึ่งความรู้ส่วนนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับคน-สัตว์ได้

จากประโยชน์ที่กล่าวมา และผลการวิจัยที่นำเสนอ สรุปได้ว่า "ข้าวก่ำ" มีสารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอาหารสูง มีข้อได้เปรียบกว่าข้าวขาวที่มีแกมมาโอไรซานอลสูงกว่า และยังสามารถสังเคราะห์แอนโทไซยานินชนิดคุณภาพได้ด้วย ข้อได้เปรียบทั้งสองประการนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ข้าวก่ำ มีคุณสมบัติสมบูรณ์ สำหรับการใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านการผลิตสัตว์ และทางการแพทย์ รวมทั้งเป็นแหล่งพันธุกรรมพืชสำคัญอีกที่หนึ่งสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ไทย โดยเฉพาะการสร้างพันธุ์เพื่อเพิ่มระดับของ แกมมาโอไรซานอล ให้สูงกว่าพันธุ์ทั่วไป

การค้นพบนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถต่อสู้ในตลาดข้าวเสรีได้อย่างแท้จริง

ที่มาจาก
http://board.palungjit.com
http://www.riceproduct.org
Share this article :

0 ความคิดเห็น:

Speak up your mind

Tell us what you're thinking... !

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. ลำนำอีสาน - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger